สัมผัสหิมะแบบจุใจที่ภูเขาเจียวจื่อซาน
ภูเขาหิมะเจียวจื่อ หรือเจียวจื่อซาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวคนจีนและชาวไทยอย่างล้นหลาม ตั้งอยู่ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ภูเขาเจียวจื่อซานได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีวิวสวยแล้วยังเป็นภูเขาหิมะที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุด ใช้เวลาบินเดินทางเพียงประมาณ 2.30 ชั่วโมงจากกรุงเทพก็ถึงสนามบินคุนหมิง จากนั้นนั่งรถอีกไม่นานก็สามารถสนุกกับภูเขาหิมะได้อย่างจุใจ
- การเดินทางไปภูเขาหิมะเจียวจื่อ
- กระเช้าลอยฟ้าพาขึ้นภูเขาเจียวจื่อซาน
- สถานีกระเช้าบนภูเขาเจียวจื่อซาน
- สัมผัสหิมะตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากสถานีกระเช้า
- ไต่ความสูงที่ 4,223 เมตร ความท้าทายที่ไม่ต้องวัดใจ
- ข้อดีและข้อจำกัดในการไปเที่ยวภูเขาหิมะกับทัวร์
- ความรู้สึกของการขึ้นภูเขาที่ระดับความสูงมากกว่า 4,000 เมตรครั้งแรกในชีวิต
- น้ำตกน้ำแข็ง บรรยากาศที่อาจหาดูไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้
- ความประทับใจบนภูเขาเจียวจื่อซาน
- สนใจไปเที่ยวภูเขาหิมะเจียวจื่อซาน เมืองคุนหมิง ประเทศจีน

การเดินทางไปภูเขาหิมะเจียวจื่อ
จากตัวเมืองคุนหมิง เราใช้เวลานั่งรถไม่นานเพื่อไปใช้บริการขึ้นกระเช้าขึ้นไปบนภูเขาเจียวจื่อซาน ระหว่างที่เรานั่งกระเช้าลอยสูงขึ้นไป ก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะเริ่มเห็นหิมะมากขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างที่กระเช้าไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกได้ว่ากระเช้าที่นั่งมีความมั่นคงแข็งแรงไม่ได้รู้สึกน่ากลัวแต่อย่างใด และการนั่งกระเช้าก็เป็นวิธีการขึ้นไปบนภูเขาเจียวจื่อซานที่สะดวกและสบายมากที่สุดเลย

กระเช้าลอยฟ้าพาขึ้นภูเขาเจียวจื่อซาน
กระเช้าที่พาพวกเราขึ้นไปบนภูเขาเจียวจื่อซาน ไม่ได้พาไปจนสุดด้นบนยอดเขาที่เป็นจุดชมวิวซะทีเดียว แต่พาไปส่ง ณ สถานีกระเช้าบนภูเขาที่ความสูงประมาณ 3,500 เมตร ซึ่งยอดเราเจียวจื่อซานมีระดับความสูงที่จุดชมวิวสวยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 4,223 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งหมายความว่าถ้าเราจะไปให้ถึงจุดชมวิวที่สวยที่สุดเพื่อพิชิตยอดเขาเจียวจื่อซาน ต้องเดินได่ระดับความสูงขึ้นไปอีกประมาณ 700 เมตรในแนวดิ่ง ที่ต้องใช้เวลาในการเดินไปและกลับอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

สถานีกระเช้าบนภูเขาเจียวจื่อซาน
ทันทีที่เราออกมาจากสถานีกระเช้าที่พาขึ้นไปส่งบนภูเขาเจียวจื่อซาน สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นและมองเห็นหิมะขาวโพลนไปหมด ที่จุดนี้มีความสูงมากกว่า 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล คนไทยไม่คุ้นเคยกับพื้นที่สูงระดับนี้ซึ่งมีออกซิเจนเบาบางกว่าพื้นที่ในระดับน้ำทะเลที่เราคุ้นชิน จึงทำให้มีโอกาสเป็นโรคแพ้ความสูงได้ง่าย อาการที่เห็นได้ชัดคือจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ บางคนอาจแพ้รุนแรงจนมีผลต่อระบบการหายใจได้เลย ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตตัวเอง ถ้าไม่ไหวก็ห้ามฝืนเด็ดขาดและที่สำคัญ ออกซิเจนกระป๋องช่วยได้มากทีเดียว

สัมผัสหิมะตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากสถานีกระเช้า
ทางทีมงานนำเที่ยวและไกด์จีนจะค่อนข้างระวังสุขภาพคนไทยเป็นพิเศษ เพราะการขึ้นไปบนพื้นที่สูงออกซิเจนในอากาศเบาบางโดยมีเวลาปรับตัวกับระดับความสูงค่อนข้างน้อย อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของบางคนได้ ที่ระดับ 3,500 เมตรบนภูเขาเจียวจื่อก็มีหิมะให้เห็นเต็มไปหมดทุกพื้นที่ สมตามเจตนาที่ตั้งใจไปสัมผัสหิมะให้ฉ่ำใจแล้ว ความสูงระดับนี้เป็นระยะความสูงที่ยังมีความปลอดภัยให้ทุกคนได้ปรับตัวกับอากาศที่เบาบาง

ไต่ความสูงที่ 4,223 เมตร ความท้าทายที่ไม่ต้องวัดใจ
การขึ้นไปให้ถึงบนจุดสูงสุดบนภูเขาเจียวจื่อซาน ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดเราจะต้องเดินไต่ความสูงในแนวตั้งขึ้นไปอีกประมาณ 700 เมตร ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าไม่ไหว เหนื่อยหรือหายใจไม่ทันที่ก็สามารถหยุดพักรอและและถ่ายรูปกับหิมะได้ตลอดเส้นทางเลย แต่ถ้าใครไหวเราก็เดินไต่ความสูงกันต่อเพื่อไปให้ถึงยอดเขา โดยไกด์จะกำชับอยู่ตลอดเวลาว่าเดินไปแค่ไหว ไม่ไหวก็อย่าฝืนให้นั่งพักแล้วจะกลับลงมาหรือจะไปต่อให้ถึงยอดก็ได้ เพราะตอนนี้หิมะก็อยู่รอบตัวเราขาวโพลนไปหมดแล้ว ถ่ายรูปที่จุดไหนก็สวยโดยเฉพาะคนที่เพิ่งเจอหิมะครั้งแรกก็ถือว่าเกินคำว่าคุ้มค่าไปแล้ว

ข้อดีและข้อจำกัดในการไปเที่ยวภูเขาหิมะกับทัวร์
การไปเที่ยวภูเขาหิมะกับบริษัททัวร์ มีข้อดีคือทริปการเดินทางทุกอย่างง่ายและสะดวกไปหมด มีคนช่วยบริหารจัดการให้เรียบร้อย นำเสนอสิ่งดีๆ ให้แบบเต็มโปรแกรมในราคาที่คุ้มค่าที่สุด และเชื่อว่าถ้าไปเที่ยวเองโดยเลือกกินอาหารดีๆ ที่คัดอาหารพรีเมี่ยมมาให้กิน เลือกที่พักสบายค่อนข้างติดหรูนิดนึง และทำกิจกรรมเหมือนกับแบบที่บริษัททัวร์ทำให้ ยังไงก็ต้องจ่ายแพงกว่าไปกับทัวร์แน่นอน แต่การไปกับทัวร์ก็มีข้อด้อยตรงที่เราต้องไปเที่ยวตามโปรแกรม มีเวลาจำกัดในแต่ละสถานที่ ดังนั้นการขึ้นไปบนภูเขาหิมะเจียวจื่อโดยเดินทางกับทัวร์จึงมีเวลาค่อนข้างจำกัดในการวางแผนให้ร่างกายปรับตัว เพราะต้องอิงกับกลุ่มสมาชิกที่เดินทางไปด้วยกัน ดังนั้นการพิชิตภูเขาเจียวจื่อโดยการไปให้ถึงยอดก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนักสำหรับทุกคน

ความรู้สึกจริงๆ จากการขึ้นภูเขาที่ระดับความสูงมากกว่า 4,000 เมตรครั้งแรกในชีวิต
ปกติเป็นคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงระดับนึง ชอบกิจกรรมแนวเอดเวนเจอร์ที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยทำกัน โดยเฉพาะค่อนข้างจะคลั่งไคล้สารคดีและหนังแนวปีนเขาเอเวอเรสต์มากแต่ก็ไม่เคยมีความคิดไปเอเวอเรสต์จริงจังซักที ฟังมาเยอะว่าอาการแพ้ความสูงไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นใคร อายุเท่าไร เพศไหน จะแข็งแรงมากแข็งแรงน้อยก็ล้วนมีโอกาสแพ้ความสูงได้เหมือนๆ กัน ย้ำอีกครั้งว่าไม่เกี่ยวกับความแข็งแรงที่เป็นต้นทุนเดิม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการขึ้นไปบนที่สูงมากๆ จากระดับน้ำทะเลที่มากกว่า 3,000 เมตรขึ้นไป คือต้องอยู่นานๆ ในแต่ละชั้นความสูงค่อยๆ ให้ร่างกายปรับตัวและคุ้นชินแล้วเดินไต่ขึ้นไปช้าๆ ซักระยะก็หยุดพักยิ่งค้างคืนได้ยิ่งดีเพื่อให้ร่างกายปรับตัว

พอได้เดินทางไปภูเขาเจียวจื่อจริงๆ เช้าวันแรกของโปรแกรมก็พาเราขึ้นกระเช้าไปที่ระดับความสูง 3,500 เมตรเลย เรียกว่ามีเวลาปรับตัวกับการเปลี่ยนระดับความสูงน้อยมาก รู้สึกเลยว่าร่างกายเหมือนจะเหนื่อยง่ายมาก มีอาการคล้ายหายใจไม่อิ่ม ช่วงเดินขึ้นบันไดเพื่อไต่ความสูงใหม่ๆ มีอาการขาสั่นหมดแรงจนต้องพยายามเก็บอาการ เป็นช่วงที่ใช้ออกซิเจนกระป๋องคุ้มมากคือสูดบ่อยมาก นึกขึ้นได้เลยต้องนั่งพักหายใจยาวๆ พยายามเดินให้ช้าลงและหายใจให้ยาวขึ้น พยายามเดิน 1 ก้าว หายใจเข้า 1 ทีเหมือนที่ได้ฟังจากในหนังเลย จนรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น จึงสามารถค่อยๆ เดินต่อไป อากาศดูเหมือนน่าจะเย็นแต่รู้สึกแปลกที่คิดว่าตัวเองค่อนข้างร้อนนิดนึงอาจเป็นเพราะชุดเสื้อผ้าที่ใส่ด้วยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้รู้สึกเย็นหรือหนาวซักเท่าไรยกเว้นช่วงถอดถุงมือถ่ายรูปนานๆ หรือถอดหมวกไหมพรมออกบ้างเท่านั้นเอง

ตอนแรกเข้าใจว่ามีอาการผิดปกติคนเดียว แต่ปรากฎว่ามีอาการหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็พักเล่นหิมะกับแถวบริเวณใกล้ๆ สถานีกระเช้าบนภูเขาเจียวจื่อ ซึ่งทางการจีนได้จัดพื้นที่พักผ่อนและโซนถ่ายรูปให้ได้ถ่ายรูปสวยๆได้อย่างเหลือเฟือ มีเหลือไม่กี่คนที่ตั้งใจเดินกันต่อซึ่งไกด์ก็เตือนแล้วว่าถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนเพราะมันไม่จำเป็น แต่เราก็พยายามเดินกันอีกนิด เพราะไหนๆ ก็มาถึงภูเขาหิมะเจียวจื่อซานที่ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของเมืองคุนหมิงแล้ว

น้ำตกน้ำแข็ง บรรยากาศที่อาจหาดูไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้
สำหรับคนที่ตั้งใจเดินกันต่อ ระหว่างทางที่เราเดินไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ได้เจอกับทัศนียภาพและบรรยากาศที่สวยงาม และที่สำคัญคือได้ไปเห็นน้ำตกที่กลายเป็นน้ำแข็งในสภาพที่ยังเป็นสายน้ำตกลงมา เป็นภาพที่เชื่อว่าคงหาดูได้ยากสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ยกเว้นคนที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวภูเขาหิมะเจียวจื่อและต้องมีแรงเดินไปให้ถึงเท่านั้น และเมื่อไปถึงยอดของภูเขาเจียวจื่อซานแล้วก็จะได้เห็นวิวขาวโพลนของลานหิมะสุดสายตาบนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมืองคุนหมิง ซึ่งการเห็นด้วยตาตัวเองบอกได้เลยว่าสวยและได้อารมณ์กว่าดูภาพถ่ายมากนัก

ความประทับใจบนภูเขาเจียวจื่อซาน
ที่เล่ามาตอนต้น ไม่ได้มีเจตนาบอกว่าการไปเที่ยวภูเขาหิมะเจียวจื่อซานน่ากลัว ตรงกันข้ามเป็นทริปที่ประทับใจมากที่สุดทริปหนึ่งเลยทีเดียวที่ได้ไปสัมผัสหิมะแบบเต็มๆ ขอย้ำอีกครั้งว่าคนไทยทุกคนทุกเพศทุกวัย สามารถไปเที่ยวและสัมผัสกับหิมะบนภูเขาเจียวจื่อซานได้อย่างจุใจแบบชิวๆ เพียงแต่ขอเล่าประสบการณ์เพิ่มว่าถ้าจะพิชิตเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาที่ระดับ 4,223 เมตร จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องขึ้นไปก็สามารถสนุกและถ่ายรูปสวยๆ กับหิมะข้างสถานีกระเช้าก็ได้บรรยากาศโคตรฟินแล้ว